วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

"เบลูก้า สกายเซล" เรือพลังงาน"ว่าว"


"เอ็มเอส เบลูก้า สกายเซล" เรือพาณิชย์ลำแรกของโลกที่ใช้พลังงานจาก "ว่าว" แล่นออกจากท่าเรือบรีเมอร์ฮาเว่นของเยอรมนี และมีกำหนดเดินทางมาถึงเวเนซูเอลา ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น 18 วัน "เอ็มเอส เบลูก้า สกายเซล" ของเยอรมัน มีระวาง 10,000 ตัน ประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง 10-15% หรือประหยดเงินราว 1,000-1,500 ดอลลาร์ต่อวัน โดยใช้ "ว่าว" ที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์เข้าช่วย ซึ่ง "ว่าว" นี้ทำงานได้อย่างเต็มที่ เมื่อเรือแล่นเข้าไปในเขต "ลมสินค้า" ใกล้กับเกาะอะซอเรส ในทะเลแอตแลนติกระบบ "สกายเซล" ที่ใช้นี้ก็เพื่อลดก๊าซเรือนกระจก และยังไม่เคยนำมาใช้กับเรือพาณิชย์ลำใดมาก่อน นายสตีเฟน วเรจ อายุ 34 ปี วิศวกรอุตสาหกรรม ผู้พัฒนาระบบ "สกายเซล" กล่าวว่า มีความคิดเรื่องนำ "ว่าว" มาใช้ตั้งแต่ยังเป็นเด็กนักเรียน และถ้าเรือพาณิชย์ทั่วโลกนำระบบนี้มาใช้อย่างน้อย 60% ของเรือทั้งหมด 100,000 ลำ ก็จะสามารถตัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานเชื้อเพลิงลงไปได้ 35% และยังช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่บรรยากาศโลก"ว่าว" ราคา 500,000 ยูโร เป็นราคาที่ไม่รวมค่าใช้จ่ายในการวิจัยนาน 5 ปี มีพื้นที่ทั้งหมด 160 ตารางเมตร สามารถลอยขึ้นสูง 300 เมตรจากระดับน้ำทะเล เพื่อรับลมที่แรงที่สุด จะได้ช่วยการขับเคลื่อนของเรือ "เอ็มเอส เบลูก้า สกายเซล" ที่มีความยาว 132 เมตร และช่วยผ่อนภาระของเครื่องยนต์เรือ


AugCog


พูดถึง “สงคราม” ปัจจุบันนี้เราทราบกันดีแล้วว่ารูปแบบการทำสงครามได้เปลี่ยนไปจากแบบเดิมในอดีตค่อนข้างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับประเทศมหาอำนาจหรือบรรดาประเทศร่ำรวยทั้งหลาย เพราะว่าเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อประสิทธิภาพอันสูงสุด และจำกัดความสูญเสียในชีวิต (ของฝ่ายตนเอง) ให้เหลือน้อยที่สุดนั่นเอง ทุกวันนี้เรากำลังก้าวเข้าไปสู่โลกของการผนวกเอาความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์กับระบบคอมพิวเตอร์ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นและช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพในการรับรู้ จดจำ และการตัดสินใจ ให้มี ความถูกต้องแม่นยำ รวดเร็ว จากข้อมูลข่าวสารจำนวนมาก ที่อาจจะมากเกินกว่าที่สมองมนุษย์จะรับรู้ ได้ในระยะเวลาอันจำกัดหรือในสถานการณ์ที่มีความกดดันสูง DARPA (Defense Advance Research Project Agency) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงกลาโหมประเทศสหรัฐอเมริกาได้เปิดเผยข้อมูลของโครงการล่าสุด ซึ่งได้มีการเริ่มทำการวิจัยและพัฒนามาตั้งแต่ค.ศ.2007หรือเมื่อราว7ปีก่อน โครงการดังกล่าวมีชื่อว่า Augmented Cognition หรือเรียกกันสั้น ๆ ว่า “AugCog” ซึ่งโครงการนี้เป็นการวิจัยว่าด้วยการพัฒนาระบบคอมพิว เตอร์ให้สามารถเข้าถึงความรู้สึกและปฏิกิริยาตอบสนองของสมองมนุษย์ ที่อยู่ในระดับที่เรียกว่า “จิตไร้สำนึก” เพื่อทำให้คอมพิวเตอร์สามารถรับรู้ได้ว่าสมองของมนุษย์เรากำลังนึกถึงสิ่งใด หรือกำลังให้ความสนใจกับสิ่งใดนั่นเอง ตามทฤษฎีของนักจิตวิทยาชื่อดัง ซิกมันด์ ฟรอยด์ นั้นได้แบ่งประเภทของจิตมนุษย์เป็น3ระดับคือ จิตสำนึก จิตใต้สำนึกและจิตไร้สำนึกตามลำดับ ซึ่งอย่างหลังนี่เองที่เป็นแรงผลักดันให้มนุษย์เราแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ออกมา ซึ่งบางทีแล้วเราเองก็ไม่รู้ตัวว่ากำลังแสดงพฤติกรรมอย่างนั้นอยู่ (ลองคิดดูสิครับว่าใครจะมานั่งบอกตัวเองอยู่ตลอดว่าเรากำลังกะพริบตาอยู่) การเข้าถึงสมองมนุษย์ในระดับ “จิตไร้สำนึก” นี้เองที่เป็นเป้าหมายหลักของโครงการที่ว่านี้ ไม่เพียงแต่หน่วยงาน DARPA บริษัทชื่อดังอย่าง Boeing ก็กำลังทำการวิจัยในระบบ Augmented Cognition อยู่เช่นกัน โดยที่โครงการของ Boeing นั้น เป็นการพัฒนาห้องนักบินอัจฉริยะ โดยเทคโนโลยี AugCog อย่างที่กล่าวมาข้างต้น ใครเคยเห็นภาพห้องนักบิน จะรู้ว่าเต็มไปด้วยหน้าจอมอนิเตอร์ และปุ่มควบคุมต่าง ๆ เต็มไปหมด ซึ่งมากมายเกินกว่าที่คนธรรมดาจะรับรู้ข้อมูลที่ถูกแสดงผลออกมาพร้อม ๆ กันได้หมด จากการทดลองของ Boeing เครื่องสแกนสมอง fMRI ถูกนำมาใช้เพื่อตรวจจับความนึกคิดของนักบิน เนื่องจากสามารถตรวจสอบการทำงานของระบบประสาทในสมองได้ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งแบบที่เราเรียกกันว่า “เรียลไทม์” ด้วยหลักการที่ว่าความจำที่ใช้สำหรับการทำงานหรือกิจกรรมต่าง ๆ (ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์เห็นจะเทียบได้กับ RAM นั่นเอง) ของมนุษย์เรานั้น จะแยกส่วนกัน ไม่ว่าจะเป็น การเขียน การอ่าน หรือการได้ยิน เป็นต้น เมื่อคอมพิวเตอร์สามารถรับรู้ได้ว่าสมองของเรากำลังสนใจในเรื่องใดอยู่ ก็จะตอบสนองโดยการแสดงผลออกมาในรูปแบบต่าง ๆได้อย่างเหมาะสม ตัวอย่างเช่น เมื่อนักบินกำลังดู ข้อมูลในส่วนที่เป็นรูปภาพ และมีแนวโน้มว่าสมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแปลผลกำลังทำงานหนักขึ้นเกินกว่าจะรับรู้ได้ไหว คอมพิวเตอร์ก็จะเปลี่ยนการแสดงผลเป็นแบบตัวอักษร โดยอาจจะออกมาในรูปแบบของข้อความเตือน ในทางกลับกัน หากว่าสมองถูกใช้ไปในการอ่านข้อความที่เป็นตัวอักษรมากเกินไปคอมพิวเตอร์ก็จะเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลออกมาเป็นรูปภาพ อย่างเช่นกราฟแสดงผลแทน หรือหากว่าสมองทั้งสองส่วนกำลังทำงานหนักทั้งคู่ ระบบคอมพิวเตอร์อาจเปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลออกมาเป็นเสียงเตือนเทน เป็นต้น ในส่วนของการทดลองของ DARPA เอง ระบบ AugCog ถูกนำมาใช้กับนักวิเคราะห์ภาพถ่ายจากดาวเทียม โดยภาพถ่ายจากดาวเทียมจารกรรมจะถูกนำมาให้นักวิเคราะห์ค้นหาตำแหน่งที่สงสัยว่าน่าจะเป็นที่หลบซ่อนของฝ่ายศัตรู หรืออาจจะเป็นคลังอาวุธ รวมไปถึงฐานขีปนาวุธที่อาจซุกซ่อนอยู่ตามตำแหน่งต่าง ๆ ในภาพ ระบบ AugCog จะตรวจจับปฏิกิริยาตอบสนองที่มาจากส่วนที่เรียกว่าจิตไร้สำนึก นั่นคือว่าคอมพิวเตอร์จะสามารถตรวจจับได้ว่าสายตาของนัก วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมได้ให้ความสนใจกับจุดใดจุดหนึ่งในภาพถ่ายเป็นพิเศษหรือไม่ ซึ่งปฏิกิริยาดังกล่าวนี้ ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นรวดเร็วมากจนแม้กระทั่งเจ้าตัวเองก็ไม่สามารถรับรู้ หรือรู้สึกได้ทันว่ามันกำลังเกิดขึ้นอยู่กับตัวเองในขณะนั้น

เฮลิคอปเตอร์จิ๋วสอดแนม...


พักนี้รู้สึกว่าเรื่องการสอดแนม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การดักฟังทางโทรศัพท์” จะเป็นประเด็นให้พูดถึงกันอย่างมาก บ้างก็ว่าที่การกระทำดังกล่าวเป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นมาได้ก็เนื่องมาจากเกมทางการเมืองมากกว่า อันนี้ก็แล้วแต่ว่าใครจะคิดไปอย่างไร ความจริงแล้ว เราต้องยอมรับว่า การสอดแนมทุกรูปแบบถือเป็นเรื่อง “ปกติ” ที่ไม่ว่าชาติไหน ๆ ก็ทำกันมาโดยตลอดในทุกช่วงของประวัติศาสตร์ ยิ่งถ้าพิจารณาในแง่ความมั่นคงของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาติมหาอำนาจทั้งหลาย ไม่อยากจะบอกเลยว่าแค่เรื่องการดักฟังโทรศัพท์นี้เป็นเรื่องธรรมดาพื้น ๆ อย่างที่สุด เพราะว่าของจริงนั้น ลึกลับซับซ้อนกว่านี้หลายเท่านัก จะว่าไปแล้วประเทศที่มีประดิษฐกรรมทำนองนี้มากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นประเทศมหาอำนาจทั้งหลายแหล่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็เลยไม่แปลกข่าวคราวเกี่ยวกับโครงการวิจัยประเภทนี้จะมาจากประเทศนี้เป็นหลัก (ที่รู้คือที่เป็นข่าว แต่ที่ไม่เป็นข่าวนี่คงอีกเยอะทีเดียว) เรื่องของเรื่องก็คือตอนนี้ Defense Advance Research Projects Agency หรืออาจเรียกเป็นไทยได้ว่า องค์กรโครงการวิจัยขั้นสูงของกระทรวงกลาโหม ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ให้ทุนบริษัท Lockheed Martin (คุ้นชื่อกันดีเพราะว่าทำมาหากินกับโครงการของรัฐบาลกลางมานมนาน) เป็นงบประมาณในการวิจัยขั้นต้น ซึ่งเป็นการออกแบบอากาศ ยานขนาดจิ๋วที่มีชื่อว่า Nano Air Vehicle (NAV) อย่าเพิ่งนึกว่าเจ้าสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้จะมีขนาดเล็กจิ๋วในระดับนาโน แต่เป็นการเปรียบเทียบว่าเจ้าอากาศยานที่บินได้ลำนี้มันมีขนาดเล็กมาก ๆ นั่นเอง บริษัท Lockheed Martin ชนะเลิศในการส่งแบบตัวอย่างเข้าประกวด โดยที่เป็นการออกแบบเลียนแบบ “เมล็ด” ของต้นเมเปิล (ดูภาพประกอบ) ด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นการออกแบบที่ง่าย และทนทานต่อความเสียหาย เพราะว่ามีชิ้นส่วนที่เคลื่อนไหวน้อยที่สุด ในบรรดาแบบต่าง ๆ ที่มีการพิจารณาอย่างเช่น เฮลิคอปเตอร์ขนาดจิ๋ว หรือ หุ่นยนต์ที่เลียนแบบแมลงที่บินได้ ซึ่งมีความยุ่งยาก ซับซ้อนมากกว่า เมล็ดของใบเมเปิลนั้นเมื่อ ร่วงหล่นจากลำต้นจะหมุนควงสว่านลงมา คล้าย ๆ กับใบพัดของเฮลิคอป เตอร์ เนื่องจากความไม่สมมาตรของรูปทรง ทำให้มันสามารถลอยไปในอากาศได้ไกลพอ ก่อนที่จะร่วงลงดินและเจริญเติบโตต่อไป นักวิจัยออกแบบให้อากาศ ยานขนาดจิ๋วประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นเครื่องยนต์ขนาดเล็ก (มาก) ซึ่งมีส่วนขับดันติดอยู่ที่ส่วนปลายของใบพัดทำให้มันสามารถหมุนได้ราว 15,000 รอบต่อนาที มากพอที่จะพยุงให้มันลอยอยู่บนอากาศได้ นอกจากนั้นแล้วยังประกอบไปด้วยเซ็นเซอร์ ระบบนำร่อง ระบบสื่อสาร และกล้องขนาดจิ๋วที่เอาไว้ถ่ายภาพสอดแนมเพื่อส่งกลับมา แทบไม่น่าเชื่อว่าทั้ง หมดที่กล่าวมานี้มีน้ำหนักรวมกันราว 10 กรัมเท่านั้นเอง ความยากอยู่ที่การออกแบบเครื่องยนต์และส่วนขับดันที่มีขนาดเล็กมาก ๆ ซึ่งนักวิจัยคาดว่าจะทำการทดลองเครื่องยนต์ต้นแบบได้ ราว ๆ เดือนเมษายนปีนี้ และอีกส่วนหนึ่งที่ยากไม่แพ้กันก็คือระบบนำร่อง ส่วนควบคุมการเคลื่อนไหว และกล้องถ่ายภาพที่ต้องทำงานประสานกันอย่างดี มิเช่นนั้นแล้วก็จะทำการถ่ายภาพไม่ได้เนื่องจากว่ามีการหมุนควงของส่วนที่เป็นใบพัดอยู่ตลอดเวลา เป้าหมายเบื้องต้นก็คือการสร้างต้นแบบของอากาศยานจิ๋วให้สำเร็จภายใน 2-3 ปี และเมื่อการทดสอบเสร็จสิ้น ก็พร้อมที่จะเข้าประจำการเป็นอุปกรณ์สอดแนมตัวล่าสุดต่อไป ใครที่ยังคิดว่าการดักฟังโทรศัพท์เป็นเรื่องน่ากลัว กรุณาตื่นขึ้นมาเผชิญกับข้อเท็จจริงที่ว่า ในโลกแห่งความเป็นจริงยังมีสิ่งที่ท่านยังไม่รู้และน่ากลัวกว่าอีกเยอะ ความมั่นคงของชาติไม่ใช่เรื่องของการ “ตั้งรับ” ครับ.

ตู้เย็นขนาดมินิ ประหยัดไฟเพราะใช้ยูเอสบี


ตู้เย็นขนาดเล็ก ใช้พลังงานจากคอมพิวเตอร์ผ่านสาย USB ความจุ 1 กระป๋อง รูปร่างน่ารักแนวย้อนยุค มีขนาด 194 x 90 x 90 มิลลิเมตร น้ำหนักเบาเพียง 362 กรัม เหมาะสำหรับผู้ที่นั่งทำงานบนโต็ะคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน แต่ต้องการสัมผัสความเย็นสดชื่นจากเครื่องดื่มอยู่เสมอ เมื่อเสียบสาย USB แล้ว ภายใน 5 นาที สามารถทำความเย็นได้ 8.5 องศาเซลเซียส ราคาประมาณ 1,090 บาท

คิดรั้วล่องหนเตือนบุกรุก


นายภาณุมาศ โกสินทรเสนีย์ นักวิจัยอิสระเรียกสิ่งประดิษฐ์ของเขาว่า "เครื่องบูรณาการอุปกรณ์ตรวจจับ" ประกอบขึ้นจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่หาซื้อได้ไม่ยากนัก อย่างเช่น เซ็นเซอร์ แบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ และกริ่งไฟฟ้านักประดิษฐ์ได้นำชุดเซ็นเซอร์อินฟราเรดที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามร้านจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือร้านขายอุปกรณ์ทั่วไป นอกจากอุปกรณ์ที่ใช้เป็นตัวรับและตัวส่งแล้ว ยังสามารถประยุกต์ต่อเชื่อมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างอื่นได้หลายชนิด ตู้ส่งสัญญาณจะยิงลำแสงที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นไปยังตู้รับสัญญาณอยู่ตลอดเวลาที่เจ้าบ้านเปิดเครื่องทิ้งไว้ และเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเคลื่อนที่ผ่านในระดับความสูงที่ทำการติดตั้ง เช่น ถ้าต้องการใช้ป้องกันการบุกรุกจากคนก็ติดตั้งไว้สูงกว่าพื้นประมาณ 1 เมตร อุปกรณ์จะส่งสัญญาณเตือนทันทีในรูปแบบต่างๆ อุปกรณ์ดังกล่าวยังสามารถติดตั้งอุปกรณ์พิเศษต่อให้โทรออกไปยังหมายเลขที่กำหนด เช่น โทรศัพท์มือถือเจ้าของบ้าน ตลอดจนโทรศัพท์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในโครงการฝากบ้านกับตำรวจด้วยอุปกรณ์ตรวจจับดังกล่าว เป็นผลงานประดิษฐ์คิดค้นด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมที่ได้รับรางวัลชมเชยประจำปี 2551 จากสภาวิจัยแห่งชาติ ผู้ที่สนใจสามารถร่วมชมผลงานได้ในงานวันนักประดิษฐ์ได้ระหว่างวันที่ 2-5 ก.พ. 2551 ณ อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี

ดิจิตอลคอนแท็กเลนส์ เห็นภาพใกล้-ไกลตามใจชอบดิจิตอลคอนแท็กเลนส์ เห็นภาพใกล้-ไกลตามใจชอบ


นักวิทยาศาสตร์กำลังหาทางประดิษฐ์ "ดิจิตอล คอนแท็กเลนส์" โดยคอนแท็กเลนส์นี้ไม่ใช่คอนแท็กเลนส์ธรรมดา เพราะขึ้นชื่อว่าเป็น "ดิจิตอล" แล้วก็ต้องเหนือชั้นขึ้นไปอีก เนื่องจากทำให้ผู้ใช้สามารถ "ซูมอิน" "ซูมเอาต์" หรือดูวัตถุในระยะใกล้-ไกลได้นายฮาร์วีย์ โฮ ซึ่งทำงานอยู่ที่ห้องทดลองแซนเดีย รัฐแคลิฟอร์เนีย และนายบาบัก พาร์วิส ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมไฟฟ้าจากยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ วอชิงตัน ติดตั้งวงจรไฟฟ้าและวงจรแสงที่คอนแท็กเลนส์ที่เราใช้กันอยู่ทั่วไป ซึ่งคอนแท็กเลนส์ต้นแบบนี้ไม่เพียงแต่จะให้มองวัตถุได้ชัดขึ้นเท่านั้น แต่ยังพิสูจน์แล้วว่า มีความปลอดภัยและไม่ได้กั้นขวางการมองโฮและพาร์วิส ทำการทดลองโดยให้กระต่ายใส่ดิจิตอลคอนแท็กเลนส์ 20 นาที และพบว่า ไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นกับกระต่าย สำหรับผู้ที่นำดิจิตอลคอนแท็กเลนส์ไปใช้ประโยชน์ได้ มีทั้งผู้ประกอบอาชีพนักบินเพื่อให้มองเห็นวัตถุที่บินใกล้เข้ามารวมทั้งเส้นทางการบิน นักเล่นวิดีโอเกม ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต และอาจช่วยผู้ที่มีปัญหาทางสายตาได้